
กัดอาหารแล้วรู้สึกว่าฟันซี่หนึ่งยุบลงนิดหนึ่ง หรือลิ้นคอยไปแตะฟันซี่เดิมแล้วรู้สึกว่ามันขยับได้ สำหรับผู้ใหญ่เรื่องนี้ชวนใจไม่ดี เพราะฟันแท้ควรอยู่นิ่ง ความคิดแรกที่หลายคนมีคือ ฟันซี่นี้กำลังจะหลุดหรือเปล่า
ข่าวดีก่อน ฟันโยกเป็นสัญญาณ ไม่ใช่คำตัดสิน สาเหตุหลักในผู้ใหญ่คือโรคเหงือกที่ทำให้กระดูกรอบฟันลดลง สาเหตุอื่นมีทั้งการนอนกัดฟัน การกระแทกที่ปาก และการติดเชื้อที่ปลายรากฟัน แต่ละสาเหตุมีวิธีรักษาของตัวเอง และงานวิจัยที่รวบรวมผู้ป่วยโรคปริทันต์ซึ่งติดตามนานกว่าสิบปี พบว่าฟันที่โยกส่วนใหญ่ยังเก็บไว้ได้ในระยะยาว เมื่อได้รับการรักษาเหงือกและดูแลต่อเนื่อง
บทความนี้ช่วยให้คุณรู้ว่าฟันโยกของคุณน่าจะมาจากอะไร และควรทำอะไรต่อ ในนี้มีเช็กลิสต์ 1 นาที ตารางสาเหตุพร้อมวิธีแยก ระดับความโยกที่ทันตแพทย์ใช้ สิ่งที่ทำได้อย่างปลอดภัยระหว่างรอพบหมอ การรักษาตามสาเหตุรวมถึงเฝือกยึดฟัน ไทม์ไลน์การรักษาโดยทั่วไป ความเชื่อที่พบบ่อย สัญญาณที่ควรรีบมาพบหมอ และขั้นตอนจริงที่คลินิก
สรุปสั้น ๆ: ฟันแท้ที่ขยับได้ควรให้ทันตแพทย์ตรวจ ไม่ใช่โยกเล่นดูเอง ให้เคี้ยวอีกข้าง ทำความสะอาดเบา ๆ ต่อไป แล้วนัดตรวจฟัน ถ้าฟันโยกหลังอุบัติเหตุ ฟันเคลื่อนออกจากตำแหน่ง หรือมีบวมหรือมีไข้ร่วมด้วย ให้ติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น
ฟันโยกแบบนี้ ต้องรีบไหม
ยังไม่เร่งด่วน นัดตรวจตามปกติได้
- กำลังจัดฟันหรือใส่อุปกรณ์จัดฟันใส แล้วฟันรู้สึกโยกเล็กน้อยไม่กี่วันหลังปรับเครื่องมือ
- ตั้งครรภ์อยู่ เหงือกบวมขึ้นเล็กน้อย และรู้สึกว่าฟันแน่นน้อยลงนิดหน่อย
- กัดของแข็งแล้ววันรุ่งขึ้นฟันเจ็บและโยกเล็กน้อย แต่ฟันไม่ได้เคลื่อนจากตำแหน่ง และอาการค่อย ๆ ดีขึ้น
ควรนัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์
- ฟันขยับได้เวลาเอาลิ้นหรือนิ้วดัน โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุ
- เหงือกมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน เหงือกแดง หรือเหงือกร่นจนฟันดูยาวขึ้น
- ฟันหน้าเริ่มห่าง ฟันดูบานออก หรือรู้สึกว่าฟันเคลื่อนที่
- รู้สึกว่าการสบฟันเปลี่ยนไป หรือมีเศษอาหารติดซอกฟันในจุดที่ไม่เคยติด
- ตื่นนอนแล้วเมื่อยกราม หรือมีคนได้ยินว่าคุณนอนกัดฟัน
ควรติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น
- ฟันโยกหลังหกล้ม ถูกกระแทกขณะเล่นกีฬา หรือโดนกระแทกที่ใบหน้า
- ฟันถูกดันเคลื่อนจากตำแหน่ง ดูยาวกว่าซี่ข้าง ๆ หรือฟันบนล่างสบกันไม่ได้เหมือนเดิม
- มีเหงือกบวม มีหนอง หรือรสชาติแปลก ๆ รอบฟัน หรือกัดแล้วเจ็บ
- มีไข้ หรือหน้าบวมลามมากขึ้น
ถ้าบวมลามไปทางตา คอ หรือใต้ลิ้น หรือหายใจหรือกลืนลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ไม่ต้องรอนัดทันตแพทย์ อาการเหล่านี้พบได้น้อยมากกับฟันโยก แต่รู้ไว้จะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็ว
ทำไมฟันแท้ถึงโยก
ฟันไม่ได้ถูกติดกาวไว้กับขากรรไกร แต่ฝังอยู่ในเบ้ากระดูก และยึดไว้ด้วยเส้นใยเล็ก ๆ จำนวนมากที่เรียกว่าเอ็นยึดปริทันต์ เส้นใยนี้ทำหน้าที่เหมือนโช้กอัพ ฟันที่แข็งแรงทุกซี่จึงขยับได้เล็กน้อยมากเวลากัด ซึ่งเรารู้สึกไม่ได้ ฟันจะรู้สึกโยกเมื่อสิ่งที่พยุงฟันอ่อนแอลง หรือเมื่อแรงที่กระทำต่อฟันมากเกินกว่าที่สิ่งพยุงนั้นจะรับได้

โรคเหงือกทำให้สิ่งพยุงฟันอ่อนแอลง คราบจุลินทรีย์ที่ขอบเหงือกทำให้เหงือกอักเสบต่อเนื่อง นานไปการอักเสบจะลามลงไปถึงเอ็นยึดและกระดูก เกิดร่องลึกระหว่างฟันกับเหงือก กระดูกรอบรากฟันค่อย ๆ ลดลง ฟันจึงมีที่ยึดน้อยลง ทั้งหมดนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่ปวด หลายคนจึงเพิ่งรู้ตัวเมื่อฟันเริ่มขยับแล้ว
แรงที่มากเกินทำให้สิ่งพยุงฟันรับไม่ไหว การนอนกัดฟันและการกัดฟันแน่นสร้างแรงต่อฟันมากกว่าการเคี้ยวอาหารหลายเท่า ส่วนฟันที่ถูกกระแทกจากอุบัติเหตุ เอ็นยึดอาจยืดหรือฉีกขาดได้ในชั่วพริบตา งานทบทวนวรรณกรรมที่ใช้ทำเกณฑ์จำแนกโรคเหงือกระดับนานาชาติสรุปว่า แรงมากเกินเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรคเหงือกขึ้นเอง แต่ทำให้ฟันโยกมากขึ้นได้ และการลดแรงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา เพราะช่วยลดการโยกและทำให้เคี้ยวสบายขึ้น
หลายครั้งเป็นหลายสาเหตุร่วมกัน ฟันที่เสียกระดูกไปบ้างแล้วจากโรคเหงือกจะโยกง่ายขึ้นเมื่อเจอแรงจากการนอนกัดฟัน และการติดเชื้อที่ปลายรากก็ทำให้กระดูกอ่อนแอจากด้านล่างได้ ทันตแพทย์จึงต้องหาทุกสาเหตุที่มีส่วน ไม่ใช่แค่สาเหตุที่เห็นชัดที่สุด
ฟันโยก เกิดจากอะไร
ตารางนี้เริ่มจากสาเหตุหลักในผู้ใหญ่ ดูคอลัมน์กลางว่าลักษณะไหนตรงกับคุณที่สุด และจำไว้ว่าอาจมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุในเวลาเดียวกัน
| สาเหตุ | สังเกตอย่างไร | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| โรคปริทันต์ (โรคเหงือกที่ลามถึงกระดูก) พบบ่อยที่สุด | ฟันหลายซี่ค่อย ๆ โยก เหงือกมีเลือดออก เหงือกร่น กลิ่นปาก ฟันเริ่มห่าง มักไม่ปวด | ตรวจวัดร่องเหงือกและถ่ายเอกซเรย์ แล้วรักษาโรคเหงือก |
| นอนกัดฟันหรือกัดฟันแน่น | ฟันสึกเรียบหรือบิ่น เมื่อยกรามตอนเช้า ฟันโยกและเจ็บเวลากัด | ตรวจการสบฟัน ใส่เฝือกสบฟัน และปรับการสบฟันถ้าจำเป็น |
| อุบัติเหตุ เช่น หกล้ม กระแทกขณะเล่นกีฬา โดนกระแทกที่หน้า | โยกทันทีหลังถูกกระแทก ฟันอาจเจ็บ มีเลือดที่ขอบเหงือก หรือเคลื่อนจากตำแหน่ง | พบทันตแพทย์ภายในวันนั้น ฟันอาจต้องจัดเข้าที่และยึดไว้ |
| การติดเชื้อที่ปลายรากฟัน หรือฝีที่เหงือก | ฟันซี่เดียวกัดแล้วเจ็บ มีตุ่มหรือบวมที่เหงือก มีรสแปลก ๆ บางครั้งฟันสีคล้ำลง | รักษารากฟันหรือรักษาโรคเหงือก แล้วแต่ต้นเหตุ |
| วัสดุอุดหรือครอบฟันใหม่ที่สูงเกินไป | ฟันซี่เดียวเจ็บและโยกเล็กน้อยหลังเพิ่งทำฟัน และเป็นซี่แรกที่กระทบเวลากัด | ให้ทันตแพทย์ตรวจและปรับการสบฟัน |
| การจัดฟัน (เครื่องมือติดแน่นหรือแบบใส) | โยกและเจ็บเล็กน้อยไม่กี่วันหลังปรับเครื่องมือแต่ละครั้ง ขณะที่ฟันกำลังเคลื่อน | มักเป็นเรื่องที่คาดไว้แล้ว แจ้งทันตแพทย์จัดฟันถ้าโยกมาก ปวด หรือไม่ดีขึ้น |
| การตั้งครรภ์และฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป | เหงือกบวมเลือดออกง่าย ฟันแน่นน้อยลงเล็กน้อย มักเป็นช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ | ทำความสะอาดเบา ๆ แต่ให้ทั่ว แจ้งทันตแพทย์ว่าตั้งครรภ์ ทันตแพทย์วางแผนให้ |
| สาเหตุที่พบไม่บ่อย: ถุงน้ำหรือก้อนในขากรรไกร หรือโรคของกระดูก | ฟันโยกที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเหงือกหรือการสบฟัน บางครั้งมีชาหรือขากรรไกรบวมร่วมด้วย | ถ่ายเอกซเรย์ตอนตรวจฟัน ทันตแพทย์ส่งต่อถ้าต้องตรวจเพิ่มเติม |
บุหรี่ต้องพูดถึงแยกไว้ เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของโรคเหงือก และยังบังสัญญาณเตือนได้ด้วย เหงือกของคนสูบบุหรี่มักเลือดออกน้อยลงทั้งที่โรคกำลังลุกลาม ถ้าสูบบุหรี่และรู้สึกว่าฟันโยก การตรวจเหงือกจะให้คำตอบชัดกว่าการดูหน้าตาเหงือกเอง
ฟันโยกมีกี่ระดับ
ทันตแพทย์ประเมินความโยกโดยจับฟันไว้ระหว่างเครื่องมือ 2 ชิ้น แล้วขยับเบา ๆ เกณฑ์ละเอียดแต่ละตำราต่างกันเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ใช้หลักเดียวกัน คือฟันขยับไปด้านข้างได้มากแค่ไหน และกดขึ้นลงได้ด้วยหรือไม่ ตารางนี้เป็นฉบับภาษาที่เข้าใจง่าย

| ระดับ | อาการที่คุณสังเกต | มักหมายถึง |
|---|---|---|
| ปกติ | ไม่รู้สึกว่าฟันขยับ กัดแล้วรู้สึกแน่น | เอ็นยึดปริทันต์ทำหน้าที่รองรับแรงตามปกติ |
| ระดับ 1 (โยกเล็กน้อย) | ขยับไปด้านข้างได้มากกว่าปกติเล็กน้อย อาจรู้สึกเฉพาะเวลากัดหรือเอาลิ้นดัน | มักเป็นกระดูกลดลงระยะแรก เอ็นยึดอักเสบ หรือฟันรับแรงมากเกิน มักดีขึ้นเมื่อรักษาที่สาเหตุ |
| ระดับ 2 (โยกปานกลาง) | ขยับไปด้านข้างชัดเจน ราว 1 มิลลิเมตรขึ้นไป รู้สึกได้โดยไม่ต้องตั้งใจ | มักมีกระดูกลดลงปานกลางถึงมาก พิจารณารักษาเหงือก ควบคุมแรงกัด และบางครั้งใช้เฝือกยึดฟัน |
| ระดับ 3 (โยกมาก) | ขยับไปด้านข้างได้ และกดขึ้นลงในเบ้าฟันได้ด้วย | เหลือสิ่งพยุงน้อยมาก ทันตแพทย์จะอธิบายว่าเก็บฟันไว้ได้หรือควรใส่ฟันทดแทน |
ระดับความโยกเป็นข้อมูลเพียงส่วนหนึ่ง งานทบทวนวรรณกรรมขนาดใหญ่ที่รวบรวมการศึกษาซึ่งติดตามผู้ป่วยโรคเหงือกนานกว่าสิบปี แบ่งฟันตามระดับความโยก พบว่าฟันที่โยกมีโอกาสถูกถอนหรือหลุดมากกว่าฟันที่แน่น และความเสี่ยงเพิ่มตามระดับ แต่โดยรวมมีฟันเสียไปเพียงราว 1 ใน 12 ซี่ ผู้วิจัยสรุปว่าฟันโยกส่วนใหญ่เก็บไว้ได้ในระยะยาว และแนะนำว่าไม่ควรใช้ความโยกอย่างเดียวเป็นเหตุผลในการถอนฟัน
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ฟันโยกเพราะอะไร ภาพเอกซเรย์เหลือกระดูกมากแค่ไหน โรคเหงือกควบคุมได้หรือยัง และทำความสะอาดบริเวณนั้นได้ดีแค่ไหน ฟันระดับ 2 ที่เหงือกหายดีแล้ว อาจแน่นกว่าฟันระดับ 1 ที่ปล่อยสาเหตุไว้โดยไม่ได้รักษา
ทำอะไรได้บ้างระหว่างรอพบหมอ
การดูแลที่บ้านทำให้ฟันโยกกลับมาแน่นไม่ได้ แต่ช่วยปกป้องฟัน รักษาความสะอาด และไม่ให้อาการแย่ลงจนกว่าจะได้พบทันตแพทย์ ขั้นตอนเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่

- ปล่อยฟันไว้ อย่าเอาลิ้นหรือนิ้วไปโยกทดสอบ เพราะทุกครั้งที่ดันเท่ากับยืดเอ็นยึดซ้ำ
- เคี้ยวอีกข้าง และเลือกอาหารนิ่มไปก่อน เช่น ข้าว ไข่ ปลา เต้าหู้ ซุป ผักต้ม ผลไม้เนื้อนิ่ม
- เลี่ยงกัดของแข็ง กรอบ หรือเหนียวด้วยฟันซี่นั้น เช่น น้ำแข็ง ถั่ว กระดูก ลูกอมแข็ง ขนมปังแข็ง ขนมเหนียว
- แปรงฟันต่อ แต่แปรงเบา ๆ ใช้แปรงขนนุ่มที่ขอบเหงือกรอบฟันซี่ที่โยก และทำความสะอาดซอกฟันต่อไป เพื่อไม่ให้คราบจุลินทรีย์เพิ่มการอักเสบ
- ถ้าเหงือกเจ็บ บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นหลังอาหาร ช่วยให้สบายขึ้นแต่ไม่ได้รักษาที่สาเหตุ
- ถ้านอนกัดฟันและมีเฝือกสบฟันอยู่แล้ว ให้ใส่ตามปกติ แต่อย่าเพิ่งใช้ที่ครอบฟันสำเร็จรูปกับฟันที่เพิ่งโยก จนกว่าทันตแพทย์จะตรวจ
- จดไว้ว่าเริ่มสังเกตเมื่อไร เจ็บไหม เพิ่งทำฟันหรือมีอุบัติเหตุหรือเปล่า และเตรียมรายการยาที่ทานอยู่
ถ้าฟันโยกจากอุบัติเหตุ
ติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น การรักษามักได้ผลดีขึ้นยิ่งได้ตรวจเร็ว โดยเฉพาะถ้าฟันเคลื่อนจากตำแหน่ง อย่าพยายามดันฟันกลับแรง ๆ เอง ให้กัดผ้าสะอาดเบา ๆ เพื่อพยุงฟันระหว่างเดินทาง ถ้าฟันหลุดออกมาทั้งซี่ ให้จับที่ตัวฟัน ไม่จับที่ราก เก็บให้ชื้นไว้ เช่น แช่ในนม แล้วรีบไปพบทันตแพทย์ทันที ถ้าศีรษะหรือขากรรไกรถูกกระแทกด้วย ให้ไปโรงพยาบาลก่อน
ปวดฟัน ฟันแตก หาหมอฟันด่วน เชียงใหม่
ทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาประจำอยู่
ทานต่อตามที่แพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเอง และแจ้งชื่อยากับทันตแพทย์ก่อนรักษาทุกครั้ง บางกรณีไม่ต้องหยุดยา บางกรณีทันตแพทย์อาจขอปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่ดูแลท่านอยู่ก่อน
รักษาฟันโยกได้อย่างไร
ฟันโยกไม่มีวิธีรักษาแบบเดียว เพราะความโยกเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่สาเหตุ การรักษาจึงมุ่งที่ต้นเหตุก่อน แล้วค่อยปกป้องฟันระหว่างที่สิ่งพยุงฟันฟื้นตัว หลายคนต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน
| การรักษา | ใช้เมื่อไร | เป้าหมาย |
|---|---|---|
| เกลารากฟัน (ทำความสะอาดใต้เหงือก) | โรคเหงือกที่มีร่องลึกและกระดูกลดลง | เอาเชื้อโรคและหินปูนใต้เหงือกออก ให้การอักเสบลดลงและเหงือกกลับมากระชับรอบฟัน |
| ผ่าตัดเหงือก และบางครั้งปลูกกระดูกหรือปลูกเหงือก | ร่องเหงือกที่ยังลึกหลังเกลารากฟัน | ทำความสะอาดผิวรากที่เข้าถึงด้วยวิธีอื่นไม่ได้ และตกแต่งหรือเสริมสิ่งพยุงฟัน |
| เฝือกยึดฟันโยก (splint) | ฟันโยกที่ทำให้เคี้ยวไม่สบาย หรือฟันโยกจากอุบัติเหตุ | ยึดฟันซี่ที่โยกเข้ากับฟันข้างเคียงที่แน่นกว่า ให้ฟันอยู่นิ่งระหว่างที่บริเวณนั้นหาย |
| เฝือกสบฟัน หรือ night guard | นอนกัดฟันหรือกัดฟันแน่น | กระจายและลดแรงจากการกัดฟันขณะหลับ และปกป้องฟัน |
| การปรับแต่งการสบฟัน | ฟันที่รับแรงมากเกินเวลากัด รวมถึงวัสดุอุดหรือครอบฟันใหม่ที่สูงไป | ปรับจุดสบให้สม่ำเสมอ ไม่ให้ฟันซี่ที่โยกรับแรงมากเกินไป |
| การรักษารากฟัน | ติดเชื้อที่ปลายราก หรือฟันที่ถูกกระแทกแล้วประสาทฟันได้รับผลกระทบ | กำจัดการติดเชื้อในตัวฟัน ให้กระดูกรอบรากฟันกลับมาหาย |
| การจัดฟัน | ฟันที่เคลื่อนหรือบานออก หลังเหงือกคงที่แล้ว | เคลื่อนฟันกลับสู่ตำแหน่งที่รับแรงกัดได้สม่ำเสมอและทำความสะอาดง่ายขึ้น |
เฝือกยึดฟันโยก: ควรรู้อะไรบ้าง
เฝือกยึดฟันโยกคือลวดเส้นเล็กหรือแถบไฟเบอร์ที่ยึดด้วยวัสดุสีเหมือนฟันไว้ด้านหลังของฟันที่โยกและฟันข้างเคียง มักใช้กับฟันหน้า ซึ่งมองจากด้านหน้าแทบไม่เห็น เฝือกช่วยให้เคี้ยวสบายขึ้นและทำให้บริเวณนั้นนิ่งระหว่างที่เหงือกหาย งานทบทวนเรื่องการยึดฟันชี้ว่าเฝือกไม่ได้รักษาโรคเหงือกด้วยตัวเอง จึงต้องใช้ร่วมกับการรักษาที่สาเหตุเสมอ
- ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษ คราบจุลินทรีย์ชอบเกาะตามแนวเฝือก ทันตแพทย์จะสอนวิธีสอดไหมขัดฟันหรือใช้แปรงซอกฟันขนาดเล็กใต้เฝือก
- เลี่ยงกัดของแข็งมากด้วยฟันที่ยึดเฝือกโดยตรง และแจ้งทันตแพทย์ถ้ารู้สึกว่าส่วนไหนสากหรือหลวม
- หลังอุบัติเหตุ มักใส่เฝือกไว้ช่วงหนึ่งแล้วถอดออกเมื่อฟันแน่นขึ้น ส่วนฟันโยกจากโรคเหงือกอาจใส่นานกว่า ทันตแพทย์จะอธิบายแผนให้
ไทม์ไลน์รักษาฟันโยกจากโรคเหงือก
ฟันโยกจากโรคเหงือกดีขึ้นในระดับสัปดาห์ถึงเดือน ไม่ใช่ในไม่กี่วัน การรู้จังหวะโดยทั่วไปช่วยให้ใจเย็นและทำส่วนของตัวเองได้ต่อเนื่อง แผนจริงของคุณขึ้นกับผลตรวจ
| ช่วง | ขั้นตอน | สิ่งที่คุณทำ |
|---|---|---|
| ครั้งแรก | ตรวจฟัน วัดร่องเหงือก ประเมินความโยก ตรวจการสบฟัน และถ่ายเอกซเรย์ ทันตแพทย์อธิบายสาเหตุ ให้แผนการรักษาและประเมินค่าใช้จ่าย | นำรายการยาและภาพเอกซเรย์เก่ามาด้วย ถามทุกเรื่องที่สงสัย |
| ช่วงรักษา มักแบ่งหลายครั้ง | เกลารากฟันทีละส่วนภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ใส่เฝือกยึดฟัน เฝือกสบฟัน หรือปรับการสบฟัน ถ้าอยู่ในแผน | แปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันทุกวันตามที่สอน เหงือกอาจระบมไม่กี่วันหลังแต่ละครั้ง |
| สัปดาห์แรก ๆ หลังรักษา | เลือดออกและบวมลดลง เหงือกกระชับขึ้นและยุบลงเล็กน้อย ฟันจึงอาจดูยาวขึ้นหรือเสียวมากขึ้นช่วงหนึ่ง | ทำความสะอาดต่อเนื่องแม้จะรู้สึกแปลก ช่วงนี้เป็นช่วงที่นิสัยการดูแลสำคัญที่สุด |
| ประเมินซ้ำ หลังเหงือกมีเวลาหาย | วัดร่องเหงือกและความโยกซ้ำ บริเวณที่ยังลึกอาจต้องผ่าตัดเหงือก | ฟันโยกหลายซี่มักรู้สึกแน่นขึ้นในช่วงนี้ บอกทันตแพทย์ว่าซี่ไหนยังรบกวนอยู่ |
| ดูแลต่อเนื่องระยะยาว | นัดทำความสะอาดสม่ำเสมอช่วยให้เหงือกคงที่ หลังรักษาโรคเหงือกหลายคนมาประมาณทุก 3–6 เดือน | มาตามนัดและทำความสะอาดทุกวัน ใส่เฝือกสบฟันถ้ามี |
กระดูกที่ละลายไปแล้วไม่งอกกลับเองทั้งหมด ฟันจึงอาจไม่แน่นเท่ากับก่อนเป็นโรค เป้าหมายคือฟันที่ใช้ได้สบาย มั่นคง และสุขภาพดี และคงอยู่แบบนั้นต่อไป
เกลารากฟัน ต่างจากขูดหินปูนอย่างไร
ความเชื่อเรื่องฟันโยก
| ความเชื่อ | ความจริง |
|---|---|
| ฟันแท้โยกต้องถอนทุกกรณี | ฟันโยกจำนวนมากเก็บไว้ได้เมื่อรักษาที่สาเหตุ งานวิจัยระยะยาวพบว่าฟันที่โยกส่วนใหญ่ยังอยู่ได้นานกว่าสิบปี |
| ไม่ปวดก็แปลว่าไม่ร้ายแรง | โรคเหงือกซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด มักไม่ปวดแม้กระดูกกำลังลดลง |
| ฟันโยกเป็นเรื่องปกติของคนสูงอายุ | โรคเหงือกพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่อายุเองไม่ได้ทำให้ฟันที่แข็งแรงโยก ฟันโยกในทุกวัยควรได้รับการตรวจ |
| น้ำเกลือ น้ำยาสมุนไพร หรือยาสีฟันสูตรพิเศษ ทำให้ฟันโยกกลับมาแน่นได้ | ช่วยให้เหงือกสบายขึ้นได้ แต่ไม่มีอันไหนเอาหินปูนใต้เหงือกออกหรือสร้างสิ่งพยุงฟันขึ้นใหม่ ฟันจะแน่นขึ้นได้ก็เพราะรักษาที่สาเหตุ |
| ควรเลิกแปรงฟันซี่ที่โยก จะได้ไม่ไปกระทบ | การทำความสะอาดเบา ๆ ช่วยปกป้องฟัน คราบจุลินทรีย์ที่ค้างบนฟันโยกทำให้การอักเสบดำเนินต่อไป |
| ใส่เฝือกยึดฟันแล้วก็จบปัญหา | เฝือกช่วยให้ฟันนิ่งและเคี้ยวสบายขึ้น แต่ต้องทำร่วมกับการรักษาเหงือกและควบคุมแรงกัด ไม่ได้ใช้แทน |
| ถอนฟันโยกเองได้ ไม่ต้องไปหาหมอ | ฟันแท้ที่โยกอาจยังเก็บไว้ได้ และถ้าถอนเองที่บ้านรากอาจหักหรือแผลติดเชื้อได้ |
เมื่อไรควรรีบพบหมอ
ฟันโยกส่วนใหญ่รอนัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์ได้ แต่สถานการณ์ต่อไปนี้ต่างออกไป ควรติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น
- ฟันโยกหลังอุบัติเหตุ หรือถูกดันเคลื่อนออก เอียง หรือจมลงในเหงือก
- ฟันบนล่างสบกันไม่เหมือนเดิมแบบทันทีทันใด
- มีบวม มีหนอง มีรสแปลก ๆ หรือกัดแล้วปวด
- มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายร่วมกับอาการบวม
- ฟันหลายซี่โยกขึ้นในเวลาสั้น ๆ หรือฟันโยกพร้อมกับริมฝีปากหรือคางชา
ให้ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแทน ถ้าบวมลามไปทางตา คอ หรือใต้ลิ้น หายใจหรือกลืนลำบาก มีไข้สูงร่วมกับหน้าบวม เลือดออกไม่หยุดแม้กดแน่นแล้ว หรือได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหรือขากรรไกร
ฟันโยกกับเบาหวาน บุหรี่ และการตั้งครรภ์
โรคเหงือกพบได้บ่อย ในสหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่วัยสามสิบขึ้นไปราว 4 ใน 10 คนเป็นโรคปริทันต์ และเพิ่มเป็นราว 6 ใน 10 คนในกลุ่มวัยหกสิบห้าขึ้นไป ข้อมูลชุดเดียวกันชี้ว่ามี 2 กลุ่มที่โดดเด่น คือคนสูบบุหรี่และคนที่เป็นเบาหวาน ซึ่งราว 6 ใน 10 คนเป็นโรคปริทันต์
- เบาหวาน: น้ำตาลในเลือดสูงทำให้คุมการอักเสบของเหงือกยากขึ้น และโรคเหงือกที่ไม่ได้รักษาก็ทำให้คุมเบาหวานยากขึ้น ทั้งสองอย่างสัมพันธ์กัน การตรวจเหงือกสม่ำเสมอและแจ้งทั้งแพทย์และทันตแพทย์จึงช่วยได้
- บุหรี่: เพิ่มความเสี่ยงโรคเหงือก ทำให้แผลหายช้า ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร และบังอาการเลือดออก การเลิกบุหรี่ช่วยให้เหงือกตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น
- การตั้งครรภ์: ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เหงือกไวต่อคราบจุลินทรีย์มากขึ้น งานวิจัยที่วัดความโยกของฟันทุกไตรมาสพบว่าฟันโยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มากที่สุดช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ และมักกลับเป็นปกติหลังคลอด แจ้งทันตแพทย์ว่าตั้งครรภ์ ทันตแพทย์วางแผนให้
- ยาและโรคประจำตัวอื่น ๆ: ยาบางชนิดและโรคเรื้อรังบางโรคมีผลต่อเหงือกหรือการหายของแผล นำรายการยาทั้งหมดมาด้วย เพื่อให้ทันตแพทย์นำมาพิจารณา
ตรวจฟันโยกที่คลินิก ทำอะไรบ้าง
ที่กิจจาคลินิกทันตกรรม การรักษาเหงือกวางแผนโดยทันตแพทย์ที่ผ่านการศึกษาต่อด้านปริทันตวิทยา รวมถึงปริญญาโทและปริญญาเอก เมื่อสาเหตุอยู่ที่เรื่องอื่น เช่น อุบัติเหตุ การติดเชื้อ หรือการนอนกัดฟัน ทันตแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้องในคลินิกจะวางแผนการรักษาร่วมกัน
- ซักประวัติ: เริ่มโยกเมื่อไร มีอุบัติเหตุหรือเพิ่งทำฟันไหม นอนกัดฟันไหม สุขภาพทั่วไป และยาทุกชนิดที่ทานอยู่
- ตรวจในช่องปาก: ฟันโยกมากแค่ไหน สภาพเหงือก และฟันสบกันอย่างไรเวลากัดและเคลื่อนขากรรไกร
- วัดร่องเหงือก: วัดร่องเหงือกรอบฟันแต่ละซี่และบันทึกในแผนภูมิเหงือก เพื่อเทียบผลในการนัดครั้งต่อไป
- ถ่ายเอกซเรย์: ดูว่ากระดูกรอบรากฟันเหลือมากแค่ไหน และดูการติดเชื้อที่ปลายราก
- อธิบายผลและวางแผน: ทันตแพทย์อธิบายสาเหตุ ทางเลือก และโอกาสที่จะเก็บฟันไว้ พร้อมให้แผนการรักษาและประเมินค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มทุกอย่าง
- รักษาที่สาเหตุ: เกลารากฟันทีละส่วน มักใช้ยาชาเฉพาะที่และแบ่งทำมากกว่า 1 ครั้ง รักษารากฟันถ้าปลายรากติดเชื้อ และทำเฝือกสบฟันถ้าการนอนกัดฟันเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุ
- พยุงฟัน: เฝือกยึดฟันโยกเมื่อเหมาะกับเคส และปรับการสบฟันเมื่อฟันซี่ใดรับแรงมากเกินไป ฟันที่โยกจากอุบัติเหตุสามารถยึดด้วยลวดและวัสดุคอมโพสิตระหว่างรอให้ฟันแน่นขึ้น แล้วตรวจติดตามว่าต้องรักษารากหรือไม่
- ประเมินซ้ำและดูแลต่อเนื่อง: เมื่อเหงือกหายแล้ว วัดร่องเหงือกและความโยกซ้ำ บริเวณที่ยังลึกอาจต้องผ่าตัดเหงือก การนัดดูแลต่อเนื่องช่วยให้เหงือกคงที่ หลังรักษาโรคเหงือกหลายคนมาประมาณทุก 3–6 เดือน
ถ้ากังวลเรื่องรังสี: ที่คลินิก เอกซเรย์ในปากเป็นระบบดิจิทัล ใช้แผ่นรับภาพและเซนเซอร์ ซึ่งช่วยลดปริมาณรังสีเมื่อเทียบกับฟิล์ม เครื่อง CBCT Planmeca ProMax มีโหมด Ultra Low Dose ทันตแพทย์เลือกโหมดตามงานของแต่ละคน และถ่ายเอกซเรย์เฉพาะเมื่อจำเป็น
เอกซเรย์ฟัน รังสีมากไหม คลินิกลดปริมาณรังสีอย่างไร
ทันตแพทย์อาจใช้เลเซอร์ทันตกรรม Waterlase ร่วมกับการรักษาเหงือกแบบปกติเมื่อเหมาะกับเคสของคุณ โดยใช้เสริม ไม่ได้ใช้แทนการทำความสะอาด
ค่ารักษาโรคเหงือกอยู่ในหน้าราคา ค่าใช้จ่ายขึ้นกับจำนวนบริเวณที่ต้องรักษาและความรุนแรงของโรค คุณจะได้รับแผนการรักษาและประเมินค่าใช้จ่ายหลังตรวจ ก่อนเริ่มรักษา
ถ้าเก็บฟันไว้ไม่ได้

บางครั้งฟันเหลือสิ่งพยุงน้อยเกินไป หรืออักเสบกลับมาซ้ำแม้ได้รับการรักษา ทันตแพทย์จะคุยกับคุณเรื่องการถอนฟันและการใส่ฟันทดแทน เมื่อโรคเหงือกทำให้ฟันโยกมาก การถอนฟันทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ และรักษาเหงือกรอบฟันซี่อื่นไปในแผนเดียวกัน เพื่อให้ฟันใหม่มีฟันข้างเคียงที่แข็งแรง
| ทางเลือก | ทำงานอย่างไร | ควรรู้ |
|---|---|---|
| รากเทียมและครอบฟัน | แทนทั้งรากและตัวฟัน โดยไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง | ต้องมีกระดูกเพียงพอ วางแผนด้วยภาพ CBCT สามมิติ เหงือกต้องแข็งแรงก่อน และรากเทียมต้องได้รับการทำความสะอาดและตรวจสม่ำเสมอ |
| สะพานฟัน | ฟันติดแน่นที่ยึดด้วยครอบฟันบนฟันสองข้าง | ฟันหลักต้องมีเหงือกและกระดูกที่แข็งแรง ฟันหลักโยกเป็นเหตุผลหนึ่งที่พบบ่อยในการเปลี่ยนสะพานฟัน |
| ฟันปลอมบางส่วน | ฐานถอดได้ที่มีฟันหนึ่งซี่หรือมากกว่า | ใส่แทนฟันหลายซี่พร้อมกันได้ และเติมฟันเพิ่มภายหลังได้ |
ถ้ามีรากฟันเทียม การดูแลเหงือกแบบเดียวกันก็ใช้กับรากเทียมด้วย เราแนะนำให้ขูดหินปูนทุก 6 เดือน และนัดเช็ครากเทียมปีละครั้ง
ฟันหาย 1 ซี่ ใส่ฟันทดแทนอย่างไร
สะพานฟัน หรือ รากฟันเทียม: ฟันหาย 1 ซี่ เลือกแบบไหนดี
ถ้าคุณเป็นแบบนี้
ต่อไปนี้เป็นสถานการณ์ตัวอย่าง ไม่ใช่เรื่องของคนไข้จริง เพื่อช่วยให้คุณหาขั้นต่อไปที่เหมาะกับตัวเอง
- ฟันหน้าล่างรู้สึกโยกเล็กน้อย และเหงือกมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน: นัดตรวจเหงือก วัดร่องเหงือกและถ่ายเอกซเรย์ ระหว่างนี้แปรงฟันเบา ๆ และทำความสะอาดซอกฟันต่อไป
- ล้มจากจักรยานเมื่อเช้า ฟันหน้าขยับได้และดูยาวขึ้นเล็กน้อย: ติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น กัดผ้าสะอาดเบา ๆ อย่าดันฟันกลับแรง ๆ ถ้าศีรษะถูกกระแทก ให้ไปโรงพยาบาลก่อน
- คู่ของคุณได้ยินว่าคุณนอนกัดฟัน และตื่นมาฟันกรามรู้สึกเจ็บและโยกเล็กน้อย: นัดตรวจการสบฟันและเหงือก เฝือกสบฟันมักเป็นส่วนหนึ่งของแผน ร่วมกับการรักษาโรคเหงือกถ้าพบ
- ฟันซี่หนึ่งกัดแล้วเจ็บ และมีตุ่มเล็ก ๆ ที่เหงือกข้างฟัน: ควรนัดเร็ว ตุ่มที่ยุบแล้วขึ้นใหม่มักเป็นการติดเชื้อที่ระบายออกจากปลายราก อาจต้องรักษารากฟัน
- ตั้งครรภ์อยู่ ฟันรู้สึกแน่นน้อยลงเล็กน้อย และเหงือกบวม: ทำความสะอาดเบา ๆ แต่ให้ทั่ว แจ้งทันตแพทย์ว่าตั้งครรภ์ ทันตแพทย์วางแผนให้
- ครอบฟันใหม่รู้สึกสูง และฟันเจ็บโยกเล็กน้อยตั้งแต่ใส่: ติดต่อคลินิก การปรับการสบฟันมักช่วยให้ฟันกลับมานิ่ง
- สูบบุหรี่ เหงือกแทบไม่มีเลือดออก แต่ฟันดูห่างออกเรื่อย ๆ: ควรตรวจเหงือก เพราะบุหรี่บังอาการเลือดออกได้ การวัดร่องเหงือกจะบอกว่าใต้เหงือกเกิดอะไรขึ้น
- เป็นเบาหวานและฟันหลายซี่รู้สึกโยก: นัดตรวจเหงือก มาตามนัดดูแลต่อเนื่อง และแจ้งแพทย์ที่ดูแลเบาหวานด้วย
คำถามที่พบบ่อยเรื่องฟันโยก
ฟันโยก กลับมาแน่นได้ไหม
หลายครั้งได้ อย่างน้อยก็บางส่วน ฟันที่โยกจากการกระแทกเล็กน้อย วัสดุอุดที่สูงไป หรือการนอนกัดฟัน มักแน่นขึ้นเมื่อจัดการที่สาเหตุ ฟันที่โยกจากโรคเหงือกมักนิ่งขึ้นหลังรักษาเหงือกเมื่อการอักเสบลดลง แม้กระดูกที่ละลายไปจะไม่งอกกลับเองทั้งหมด การดูแลด้วยวิธีบ้าน ๆ อย่างเดียวทำให้ฟันแน่นขึ้นไม่ได้
ฟันโยก ต้องถอนไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ฟันโยกจำนวนมากเก็บไว้ได้ และงานวิจัยระยะยาวชี้ว่าไม่ควรใช้ความโยกอย่างเดียวเป็นเหตุผลในการถอน ทันตแพทย์จะดูสาเหตุ กระดูกในภาพเอกซเรย์ และการทำความสะอาดบริเวณนั้น แล้วอธิบายว่าเก็บฟันไว้ได้ไหม และต้องดูแลอย่างไร
ฟันโยกแต่ไม่ปวด ต้องไปหาหมอไหม
ควรไป โรคเหงือกซึ่งเป็นสาเหตุหลักในผู้ใหญ่มักไม่ปวด และยิ่งรักษาเร็วก็ยิ่งมีทางเลือกมาก ฟันแท้ไม่ควรขยับ จึงควรนัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์ แม้ไม่มีอาการปวด
ฟันโยกหลังอุบัติเหตุ ทำอย่างไรดี
ติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้น เพราะการรักษามักได้ผลดีขึ้นเมื่อได้ตรวจเร็ว กัดผ้าสะอาดเบา ๆ เพื่อพยุงฟันไว้ และอย่าเคี้ยวด้วยฟันซี่นั้น ฟันอาจถูกจัดกลับเข้าที่และยึดด้วยเฝือกระหว่างรอให้แน่นขึ้น และทันตแพทย์จะตรวจประสาทฟันในการนัดติดตาม ถ้าศีรษะถูกกระแทกหรือบวมมาก ให้ไปโรงพยาบาลก่อน
นอนกัดฟัน ทำให้ฟันโยกได้ไหม
ได้ การนอนกัดฟันและกัดฟันแน่นสร้างแรงมากและซ้ำ ๆ ต่อฟัน ทำให้ฟันเจ็บและโยกได้ โดยเฉพาะฟันที่เสียกระดูกไปบ้างแล้ว เฝือกสบฟันที่ทำเฉพาะตัวช่วยกระจายแรงระหว่างนอนหลับ และการลดแรงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาฟันโยก การนอนกัดฟันไม่ได้ทำให้เกิดโรคเหงือกขึ้นเอง จึงต้องตรวจเหงือกด้วย
ตั้งครรภ์แล้วฟันโยก เป็นเรื่องปกติไหม
เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยพบได้บ่อย เพราะฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อเหงือกและเนื้อเยื่อรอบฟัน มักเห็นชัดที่สุดช่วงท้ายของการตั้งครรภ์และกลับเป็นปกติหลังคลอด แต่ถ้าฟันโยกชัดเจน บวม หรือเลือดออกไม่หาย ก็ควรตรวจ แจ้งทันตแพทย์ว่าตั้งครรภ์ ทันตแพทย์วางแผนให้
เฝือกยึดฟันโยก ต้องใส่นานแค่ไหน
ขึ้นกับว่าใส่เพราะอะไร หลังอุบัติเหตุมักใส่เฉพาะจนกว่าฟันจะแน่นขึ้น แล้วถอดออก ถ้าฟันโยกจากโรคเหงือก อาจใส่ไว้นานกว่ามากเพื่อให้เคี้ยวได้สบาย ไม่ว่าแบบไหน ทันตแพทย์จะตรวจเฝือกทุกครั้งที่มา และสอนวิธีทำความสะอาดรอบ ๆ
ถ้าเก็บฟันโยกไม่ได้ ทำรากฟันเทียมแทนได้ไหม
หลายกรณีทำได้ เมื่อเหงือกแข็งแรงและมีกระดูกเพียงพอ ซึ่งตรวจด้วยภาพ CBCT สามมิติ ถ้ากระดูกไม่พอ สามารถปลูกกระดูกเสริมได้ โรคเหงือกมีผลต่อเนื้อเยื่อรอบรากเทียมได้เช่นกัน การรักษาโรคเหงือกก่อน แล้วทำความสะอาดและตรวจสม่ำเสมอ จึงช่วยปกป้องฟันใหม่ด้วย
สรุป
ฟันแท้โยกเป็นสัญญาณว่าสิ่งพยุงฟันอ่อนแอลงหรือรับแรงมากเกิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคเหงือก และฟันโยกจำนวนมากเก็บไว้ได้เมื่อรักษาที่สาเหตุ
- อย่าโยกเล่น เคี้ยวอีกข้าง เลือกอาหารนิ่ม และทำความสะอาดเบา ๆ ต่อไป
- นัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์แม้ไม่ปวด การวัดร่องเหงือกและเอกซเรย์บอกสาเหตุและปริมาณกระดูกที่เหลือ
- ติดต่อทันตแพทย์ภายในวันนั้นถ้าเกิดหลังอุบัติเหตุ หรือมีบวม หนอง ไข้ หรือการสบฟันเปลี่ยน
- การรักษามุ่งที่สาเหตุ เช่น รักษาโรคเหงือก เฝือกสบฟัน ปรับการสบฟัน หรือรักษารากฟัน ร่วมกับเฝือกยึดฟันเมื่อเหมาะกับเคส
- แจ้งทันตแพทย์เรื่องเบาหวาน การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ และยาทุกชนิดที่ทาน และมาตามนัดดูแลต่อเนื่อง
แหล่งอ้างอิง
NHS (สหราชอาณาจักร): Gum disease
MedlinePlus (หอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ): Periodontitis
สถาบันวิจัยทันตกรรมและกะโหลกใบหน้าแห่งชาติ สหรัฐฯ (NIDCR): Gum disease
CDC (สหรัฐฯ): About Periodontal (Gum) Disease
สมาคมทันตแพทย์อเมริกัน (ADA, MouthHealthy): Dental emergencies
Fan J, Caton JG. แรงสบฟันมากเกินและการบาดเจ็บจากการสบฟัน J Periodontol, 2018
Tonetti MS และคณะ. การแบ่งระยะและระดับของโรคปริทันต์อักเสบ J Periodontol, 2018
Golob Deeb J และคณะ. การคงฟันที่มีปัญหาโรคปริทันต์ด้วยเฝือกยึดฟัน Int J Dent, 2025
Mishra PS และคณะ. ความโยกของฟันระหว่างตั้งครรภ์ วัดด้วย Periotest Indian J Dent Res, 2017
Bourguignon C และคณะ. แนวทาง IADT ดูแลฟันที่บาดเจ็บ: ฟันแตกและฟันเคลื่อน. Dent Traumatol, 2020