ยาไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัม (ชนิดเม็ด)
ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาแก้ปวดต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้บรรเทาอาการปวด ลดไข้ และแก้อักเสบ เป็นยากลุ่มเอ็นเสด (NSADs, non- steroidal anti-inflammatory drugs) และถือเป็นยาแก้ปวดระดับน้อยถึงปานกลาง สามารถใช้บรรเทาอาการปวดจากข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และใช้เป็นยาลดไข้ ทางการแพทย์ยังนำไปรักษาอาการปวดจากโรคข้อบางชนิดและบรรเทาอาการปวดศรีษะไมเกรน
1. ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ควรระวังในการใช้ยา ยาไอบูโพรเฟน: ควรระวังในการใช้ยา ดังต่อไปนี้
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
- มีประวัติหอบหืด
- โรคหัวใจ
- ความดันโลหิตสูง
- ผู้แพ้ยาแอสไพริน แพ้ยาในกลุ่มเอนเสดทั้งหลาย
2.วิธีใช้ยา ยาไอบูโพรควรรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ไอบูโพร เป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงพอสมควร จึงไม่ควรซื้อยากินเอง ควรใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด และไม่ควรใช้เกิน 10 วัน ขนาดของยาที่รับประทาน ในผู้ใหญ่และเด็กมีขนาดที่ต่างกัน ควรได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
2.1 หากลืมรับประทานยาควรควรทำอย่างไร:ถ้าเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็นสองเท่า
2.2 การรักษาอาการปวดศรีษะ ลดไข้
- ผู้ใหญ่ 200 ถึง 400 มิลลิกรัม วันละ 4 – 6 ครั้ง รวมไม่เกิน 1200 มิลลิกรัม
- เด็ก 500 ถึง 300 มิลลิกรัม ตามอายุ ทุก 4 – 8 ชั่วโมง วันละไม่เกิน 4 ครั้ง
- 2.3 รับประทานเพื่อลดอาการปวดประจำเดือน
- เริ่มต้นครั้งละ 200 มิลลิกรัม ทุก 4 – 6 ชั่วโมง
- ปริมาณที่เหมาะสมในการใช้ยา
- ผู้ใหญ่ 400 – 800 มิลลิกรัม วันละ 3 – 4 ครั้ง รวมไม่เกิน 3,200 มิลลิกรัม
- เด็ก 30 – 40 มิลลิกรัม / น้ำหนักตัว / วัน , วันละ 3 - 4 ครั้ง
3.ข้อควรปฏิบัติขณะใช้ยา :
- ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
- ควรกินยาพร้อมอาหาร หรือทานหลังอาหารทันที เพราะยาอาจำให้เกิดผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหาร
- ระวังการใช้ยาในผู้ที่เป็นดรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีการทำงานของตับ ไต บกพร่อง และโรคหืด
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกับยาต้านการเข็งตัวของเลือด หรือยาเอนเสดชนิดอื่น
- ควรใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดและระยะสั้นที่สุด
4.อันตรายที่อาจเกิดจากยา : ผลข้างเคียงทั่วไป
- อาจทำให้เกิดอาการเลือดออก
- อาการวิงเวียนศรีษะ
- อาการปวดหัว
- การตื่นตัวผิดปกติ
- ปวดท้อง ไม่สบายท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย
- แสบร้อนกลางอก
- คลื่นไส้
- ลดความอยากอาหาร
- อาการท้องผูก
- อาการท้องเสีย
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- อาการบวมน้ำ
- มีอาการผื่นแดง
- หากอาการไม่ดีขึ้น หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์
5. ควรเก็บยาอย่างไร:
- เก็บไว้ในภาชนะบรรจุเดิมตามที่ได้รับมา
- เก็บยาในที่แห้ง อย่าให้โดนแสงโดยตรง ควรเก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส ไม่ควรเก็บยาในที่ร้อนหรือชื้น เช่น ในรถ ห้องน้ำ ห้องครัว
- ไม่เก็บในที่ร้อนหรือชื้น เช่น รถยนต์ ห้องน้ำ หรือห้องครัว
- เก็บยาให้พ้นมือเด็ก
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลโดยย่อทั่วไป โปรดอ่านเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดก่อนใช้ และสอบถามแพทย์หรือเภสัชหากมีข้อสงสัย